ออฟฟิศซินโดรม คืออะไร ดูแล ป้องกัน รักษาอย่างไร
ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับท่านั้งทำงานโดยไม่ขยับร่างกาย แต่ความจริงแล้วออฟฟิศซินโดรมไม่ใช่โรค เพียงแต่เป็นกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับท่านั่งที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับพนักงานหรือสาวออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง โดยไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย หรือบางคนอาจทำงานหน้าจอตลอดเวลา ต้องเพ่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงก่อให้เกิดกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานของเราได้นั่นเอง
ออฟฟิศซินโดรม คืออะไร
- ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) คือ กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด เป็นผลมาจากการใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ เป็นติดต่อกันเป็นเวลานานและต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน โดยไม่ค่อยได้เปลี่ยนท่าทาง รวมถึงท่านั้งทำงานที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้เนื้อเยื่อและเอ็นอักเสบ บางรายรุนแรงหนักจนมีอาการปวดหรือชาทั่วแขน ขา และลำตัว ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคนที่นั่งทำงานในออฟฟิศอย่างเดียว แต่รวมถึงคนที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้มือถือเป็นประจำ รวมถึงคนใช้แรงงาน นักกีฬา หรือผู้หญิงที่ต้องใส่ส้นสูงยืนทั้งวันอีกด้วย
- สาเหตุที่ทำให้เกิดออฟฟิศซินโดรม มาจากกล้ามเนื้อร่างกายจะมีลักษณะเป็นเส้นใยร้อยโยงต่อเนื่องกันหลายส่วน เมื่อเรานั้งท่าเดียวตลอดจนติดต่อนานเกินไป ส่งผลให้กล้ามเนื้อตึงเครียด จนขมวดเป็นปมขึ้น ทำให้เวลาเราขยับร่ากายเส้นที่ขมวดเป็นปมก็มีการดึงรั้งกันไปมา ทำให้เราปวดเมื่อยบริเวณต่าง ๆ ตามมา เช่น บริเวณไหล่ แผ่นหลัง แก้ม ต้นคอ เป็นต้น
- กลุ่มเสี่ยงโรคออฟฟิศซินโดรม คือ ผู้ที่ต้องทำกิจกรรมหรือทำงานลักษณะเดิม ๆ ต่อเนื่องมากว่า 6 ชั่วโมงติดกันในหนึ่งวัน เช่น พนักงานออฟฟิศ พนักงานขาย พนักงานขับรถ รวมทั้งสถานที่ทำงานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก โต๊ะหรือเก้าอี้ไม่รองรับสรีระ ฯลฯ ตลอดจนพักผ่อนน้อย มีความเครียดสูง หรืออยู่ในสภาพสังคมการทำงานที่เป็นพิษ
อาการออฟฟิศซินโดรม
ผู้ที่เป็นออฟฟิศซินโดรม มักมีอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ ต้นคอ สะบัก ส่วนหลัง มีอาการปวดร้าวไปยังส่วนต่าง ๆ เช่น ปวดร้าวขึ้นศีรษะ ปวดร้าวไหล่หรือแขน ปวดร้าวลงขา ซึ่งอาการจะสัมพันธ์กับท่าทางการนั้งทำงานและการออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ พอได้กลับมารักษาหรือยืดกล้ามเนื้อแล้ว อาการก็ดีขึ้นชั่วคราว แต่สักพักก็กลับมาเป็นอีก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในลักษณะต้องใช้แรงเป็นประจำ เช่น งานแบกหาม งานลาก ยก หรือเข็นวัสดุสิ่งของ นักกีฬา หรือผู้ที่ต้องเล่นกีฬาเป็นประจำ ใครคิดว่าตนเองเสี่ยงอาการออฟฟิศซินโดรม (หรือรู้ตัวว่าเป็นไปเรียบร้อยแล้ว) ในขั้นแรก อาจลองเริ่มจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการ แต่หากยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางรักษาต่อไป
- ปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด เป็นอาการที่พบบ่อยสุดของออฟฟิศซินโดรม โดยจะเริ่มจากอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ สะบัก ส่วนหลัง และสะโพก และมักเป็นเรื้อรังไม่หายขาด
- เส้นประสาทที่ข้อมือถูกกดทับ เกิดขึ้นจากมีพังผืดบริเวณข้อมือ (ด้านฝ่ามือ) ทำให้เส้นประสาทบริเวณนั้นถูกกดทับ เกิดอาการปวดและชาที่นิ้วมือ ฝ่ามือ หรือแขน
- นิ้วล็อก เกิดจากการออกแรงที่นิ้วมือมาก ๆ และบ่อยครั้ง ทำให้เกิดการเสียดสีจนอักเสบบริเวณปลอกหุ้มเอ็น และเส้นเอ็นของนิ้วมือ มักพบอาการออฟฟิศซินโดรมนี้ในกลุ่มคนที่ทำงานเป็นแม่บ้าน
- เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ เกิดการบวมหรือเจ็บที่บริเวณเอ็นกล้ามเนื้อ มักเป็นบริเวณหัวไหล่ ข้อศอก ข้อเท้า เข่า และข้อมือ ซึ่งมักเกิดจากอุบัติเหตุ การกระแทก การใช้งานรุนแรง หรือการใช้งานที่บ่อยครั้งเกินไป ทำให้เรารู้สึกปวดบริเวณที่มีอาการ
- อาการตาแห้ง เป็นอาการที่พบได้บ่อยสำหรับพนักงานออฟฟิศ ซึ่งอาการตาแห้งเกิดจากต่อมน้ำตาทำงานผิดปกติ โดยสาเหตุอาจมาจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือมือถือนานเกินไป ทางแก้เบื้องต้น คือการหยอดน้ำตาเทียมบ่อย ๆ
- อาการปวดตา เกิดจากการจ้องหน้าจอหรือมือถือเป็นเวลานานโดยไม่ได้พักสายตา จึงมักมีอาการปวดตาและปวดหัวตามมาได้
- อาการปวดหัว อาการปวดหัวจากออฟฟิศซินโดรม เพราะกล้ามเนื้อบริเวณบ่าที่ตึง เลือดไม่สามารถไหลไปเลี้ยงส่วนหัวได้สะดวก หรืออาจเกิดจากอาการปวดตา ตาแห้ง ลามไปศีรษะได้
- อาการปวดหลัง เป็นผลจากการยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน หรือใช้กล้ามเนื้อหลังรุนแรงเกินไป จนเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้
การป้องกันออฟฟิศซินโดรม
แม้ออฟฟิศซินโดรมจะพบได้บ่อยสำหรับคนทำงานที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ แต่ออฟฟิศซินโดรมก็สามารถป้องกัน และลดโอกาสการเกิดได้ โดยปฏิบัติดังนี้
- ปรับหรือเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน เช่น เปลี่ยนอิริยาบถให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย อาจหาเวลาลุกเดินเพื่อขยับร่างกายอย่างน้อยทุก ๆ 1 ชั่วโมง
- หมั่นออกกำลังกายหรือยืดกล้ามเนื้อ ด้วยท่าทางที่เหมาะสม
- หากจำเป็นต้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรหาเวลาพักสายตาอย่างน้อยทุก 10 นาที เพื่อลดอาการปวดตาหรือตาล้า
- ปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม เช่น ปรับระดับความสูงหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา เว้นระยะห่างของจอกับสายตาประมาณ 1-1.5 ฟุต และปรับระดับความสูงของโต๊ะเก้าอี้ให้เหมาะกับสรีระร่างกาย
การดูแลรักษาออฟฟิศซินโดรม
ออฟฟิศซินโดรมนั้น เป็นอาการที่ควรได้รับการดูแล บำบัด รักษา หรือป้องกันตั้งแต่ต้น หากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพในอนาคตได้ สำหรับวิธีการดูแลรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม มีดังนี้
1. เพิ่มความแข็งแรงและสร้างความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ
วิธีการดูแลรักษาออฟฟิศซินโดรมที่ดีที่สุด คือ การเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ ด้วยการเล่นโยคะทุกวันเช้าและก่อนนอน สามารถทำได้ด้วยการฝึกโยคะตามคลิปใน Youtube ด้วยท่า Half Moon, ท่า Cow Face และ ท่า Downward-Facing Dog เป็นต้น ก็จะช่วยป้องกันและรักษาอาการออฟฟิศซินโดรมได้
2. บริหารข้างคอบ่อย ๆ เวลาทำงาน
ออฟฟิศซินโดรมสามารถจัดการให้หายได้ เพียงแค่ตะแคงคอไปทางด้านขวา จากนั้นวางมือขวาไว้บนศีรษะ แล้วค่อย ๆ ดึงไปทางไหล่ด้านเดียวกันค้างไว้ประมาณ 5 วินาที (แล้วสลับตะแคงคอไปด้านซ้าย จากนั้นวางมือซ้ายไว้บนศีรษะ) โดยทำเช่นนี้ทั้งสองข้างเพื่อสร้างสมดุล จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองเพดาน จากนั้นก้มลงมองพื้น ต่อมาวางมือทั้งสองข้างไว้ที่ศีรษะแล้วค่อย ๆ เอียงศีรษะจากซ้ายไปขวา แล้วมองตรงไปยังไหล่ข้างขวา แล้วทำสลับข้างกันข้างละ 5 วินาที จะช่วยให้เราผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดตึงบริเวณไหล่ ลำคอ และแผ่นหลังได้
3.ปรับระดับเก้าอี้ทำงาน
การปรับระดับเก้าอี้ให้เหมาะกับความสูงของเรา จะช่วยลดอาการออฟฟิศซินโดรมได้ เพียงแค่เราตรวจสอบพนักพิงเก้าอี้ให้แน่ใจว่ารองรับส่วนคอและหลังพอดี หากระดับเก้าอี้ไม่เหมาะสมอาจต้องเปลี่ยนในทันที เพราะเก้าอี้ก็เป็นตัวการร้ายที่ก่อให้เกิดออฟฟิศซินโดรม
4. เคลื่อนไหวบ่อยๆ
สาเหตุของออฟฟิศซินโดรมที่ทำให้เราเกิดอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ ต้นคอ ไหล่ และหลัง จนอาการปวดลามไปทั้งตัว คือ การนั้งทำงานทั้งวัน โดยไม่ลุกหรือขยับตัวไปไหนเลย ทางแก้ปัญหาทำได้ง่าย ๆ หากไม่สะดวกเคลื่อนไหวทุก ๆ 1 ชั่วโมง คือ การยืดเหยียดกล้ามเนื้อครั้งละเล็กน้อย จะช่วยป้องกันและรักษาอาการออฟฟิศซินโดรมได้เห็นผลเช่นกัน
ออฟฟิศซินโดรมอาจไม่ใช่กลุ่มอาการร้ายแรงที่ทำให้เสียชีวิต แต่มีกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและเสี่ยงโรคร้ายในอนาคตไม่ใช่น้อย หากปล่อยปละละเลยโดยไม่ใส่ใจดูแล “11 วิธี กินอยู่อย่างไรให้อายุยืน ห่างไกลโรคร้าย” เมื่อมีกลุ่มอาการใดอาการหนึ่ง จึงควรได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องโดยแพทย์เฉพาะทาง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอาจลุกลามหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาภายหลังได้ครับ
